บทความวิชาการ อุทาหรณ์คดีปกครอง
เรื่อง ไม่ใช่ “รถของกลาง” แต่เก็บไว้โดยไม่ดูแลใส่ใจ กลายเป็นผิดวินัยตำรวจ
ถาม คำสั่งของผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดที่ลงโทษกักยามผู้ฟ้องคดี มีกำหนด 3 วัน กรณีตรวจสอบรถยนต์ที่ได้จากการตรวจยึดแล้วพบว่ามิใช่รถที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด แต่มีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ ทำให้ยังมิได้คืนรถยนต์ จนต่อมารถยนต์คันดังกล่าวเกิดความเสียหาย เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?
ตอบ แม้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับรถคันดังกล่าวไว้ตรวจสอบ จะไม่ทราบถึงที่มาของการยึดรถในตอนแรกก็ตาม แต่ย่อมไม่เป็นการยากที่ผู้ฟ้องคดีจะทราบถึงที่มาของรถ อีกทั้งเมื่อผู้ฟ้องคดีทราบแล้วว่ารถยนต์คันพิพาทเป็นรถที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เพียงแต่ยังมีข้อพิพาทกันในทางแพ่ง ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บรักษารถยนต์คันดังกล่าวไว้ในฐานะ “รถของกลาง” ตามประมวลระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดี แม้มีเจตนาดีที่จะช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้ก็ตาม
โดยต้องแนะนำให้คู่กรณีไปดำเนินการฟ้องร้องกันเองทางศาล เพื่อเรียกให้ชำระราคาส่วนที่เหลือหรือเรียกรถคืน และแจ้งให้เจ้าของกรรมสิทธิ์รายสุดท้ายมารับรถยนต์คันดังกล่าวคืนไป ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้รถยนต์คันพิพาทอยู่ในความรับผิดชอบของตนนานเกินสมควรจนเสี่ยงต่อการเสียหายหรือสูญหาย
การที่ปล่อยให้รถยนต์จอดอยู่ที่สถานีตำรวจเรื่อยมา และต่อมาถูกเคลื่อนย้ายไปที่อู่ซ่อมรถ ย่อมถือเป็นการเพิกเฉยไม่ประกาศให้เจ้าของหรือผู้มีสิทธิมารับรถยนต์คืนภายในระยะเวลาอันสมควร และแม้ว่าเหตุที่มีการเคลื่อนย้ายรถยนต์จะเกิดขึ้น เนื่องจากการปรับบริเวณพื้นที่เก็บรักษารถยนต์ภายในสถานีตำรวจก็ตาม แต่เมื่อขณะนั้นผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานีตำรวจดังกล่าว หากได้ใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมที่จะทราบได้โดยง่ายว่า การปรับพื้นที่บริเวณนั้นอาจส่งผลต่อรถยนต์ที่ตนยังต้องดูแลรักษาและจัดการเพื่อป้องกันมิให้สูญหายหรือเสียหายจนกว่าเจ้าของหรือผู้มีสิทธิจะมารับรถคืน
ดังนั้น การที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมีคำสั่งลงโทษกักยามผู้ฟ้องคดี มีกำหนด 3 วัน จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมกับความผิด และเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
อ่านเพิ่มเติม คลิก https://dg.th/sh7ej518zi
(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 517/2568)