ขนาดอักษร

ข้อมูลกฎหมาย/กฎ คำพิพากษา คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในรูปแบบดิจิทัล
สำนักงานศาลปกครอง ขอแจ้งกำหนดนัดพิจารณาคดีที่น่าสนใจของศาลปกครอง ระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน 2563

กำหนดนัดพิจารณาคดีที่น่าสนใจของศาลปกครอง ระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน 2563

        สำนักงานศาลปกครอง ขอแจ้งกำหนดนัดพิจารณาคดีที่น่าสนใจของศาลปกครอง ระหว่างวันที่ 16 - 18 พฤศจิกายน 2563 ดังนี้ 

        1. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09.30 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดไต่สวน คำร้องที่ 389/2563 ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คำร้องอุทธรณ์คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา)
            (บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่า คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีมีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะการประเมินของเอกสารคัดเลือกเอกชน และวิธีการประเมินข้อเสนอด้านเทคนิคและข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนในการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การออกแบบและก่อสร้างงานโยธาส่วนตะวันตก การจัดหาระบบรถไฟฟ้า การให้บริการการเดินรถไฟฟ้า และซ่อมบำรุงรักษา โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ซื้อเอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุน ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
            คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ที่แก้ไขเพิ่มเติมและเปลี่ยนแปลงเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ที่ให้ใช้การประเมินซองที่ 2 ข้อเสนอทางเทคนิค และซองที่ 3 ข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมกันแล้วแบ่งสัดส่วนเป็นคะแนนซองที่ 2 จำนวน 30 คะแนน และคะแนนซองที่ 3 จำนวน 70 คะแนน ในการดำเนินการคัดเลือกเอกชนเพื่อร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ - มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดว่า คำสั่งทุเลาการบังคับดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ส่งผลกระทบและเป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ และการบริการสาธารณะของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เพราะทำให้เกิดความล่าช้าในการคัดเลือกเอกชน ซึ่งส่งผลกระทบให้การเปิดบริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มดังกล่าวต้องล่าช้าออกไปกว่าแผนงานของรัฐบาลที่กำหนด ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนส่งผลให้รัฐเกิดภาระค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่ตามมาอย่างมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเอกชนในการลงทุนร่วมกับภาครัฐ)
            ณ ห้องพิจารณาคดี 4 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

        2. วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.30 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำ ที่ 1454/2553 คดีหมายเลขแดง ที่ 126/2556 ระหว่าง นายตี๋  ตรัยรัตนแสงมณี ที่ 1 กับพวกรวม 61 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            (ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ที่ (สรข.5) 02-314/2552 ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2553 ให้บริษัท เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น ซัพพลาย จำกัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ประกอบกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า กำลังการผลิต 1,600 เมกะวัตต์ ณ หมู่ที่ 4 ต.หนองกบ อ.หนองแซง จ.สระบุรี ซึ่งผู้ฟ้องคดีกับพวก รวม 61 คน ได้คัดค้านการออกใบอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการประกอบกิจการที่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และวิถีการดำเนินชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน แต่ไม่ได้รับการพิจารณา กรณีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้กลุ่มผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย
            คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าหนองแซงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ไม่เป็นกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฯ จึงไม่จำต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุพิพาท อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงพลังงานเมื่อปี พ.ศ. 2550 ให้เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ และได้บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553 - 2573 เพื่อทำการผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2557 ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างถึงผลกระทบกรณีปัญหาขาดแคลนน้ำ ผลกระทบด้านอากาศที่อุณหภูมิจะสูงขึ้น และมลพิษทางอากาศ การทิ้งน้ำเสีย เกษตรกรที่เพาะเห็ดและเลี้ยงไก่จะได้รับผลผลิตที่ลดลงนั้น ปัญหาเหล่านี้ได้ระบุวิธีการแก้ไขปัญหาไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว ดังนั้น เห็นว่า มติของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ที่ให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าหนองแซงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า (สรข.5) 02-314/2552 ลงวันที่ 17 มิ.ย. 2553 ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งหกสิบเอ็ดคนยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด เนื่องจากเห็นว่า บริเวณที่จัดตั้งโรงงานเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับพื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกอนุรักษ์ให้เป็นเขตชนบทและเกษตรกรรมตามร่างผังเมือง ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่พิพาท ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในการพิจารณาอนุญาตให้ตั้งโรงงานดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้ให้ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งแต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย)
              ณ ห้องพิจารณาคดี 2 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

          3. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขดำที่ 705/2550 คดีหมายเลขแดง ที่ 1885/2554 ระหว่าง นางบุญชู  ม่านทอง ที่ 1 กับพวกรวม 79 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางหัก ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
              (ผู้ฟ้องคดี ฟ้องว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางหัก ที่ 1 กับพวกรวม 10 คน ดำเนินการล่าช้า กรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ร้องเรียนว่า มีผู้บุกกรุกสร้างสุสานบนที่สาธารณประโยชน์และที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยศาลา ต.ยางหัก อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำดังกล่าวเสียหาย
              คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5) ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6) และกรมป่าไม้ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 - 10) หรือผู้ก่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายสุสานทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวออกไปทั้งหมดจากพื้นที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำฯ พร้อมทั้งดำเนินการให้ผู้ก่อสร้างปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวคืนสู่สภาพเดิมภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
            โดยมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า เนื่องจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 มีหน้าที่ในการควบคุม กำกับดูแล และป้องกันการบุกรุก การทำลายป่า และการกระทำผิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงพื้นที่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำห้วยศาลาและริมอ่างเก็บน้ำห้วยศาลา 1 ด้วย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 ไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่สั่งการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 - 10 หรือผู้ซึ่งก่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะคล้ายสุสานรื้อถอนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวออกไปจากบริเวณริมอ่างเก็บน้ำห้วยศาลาหรือริมอ่างเก็บน้ำห้วยศาลา 1 จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ
            ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุดว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 ไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เนื่องจากได้มีการอนุมัติให้กรมชลประทานเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่พิพาทแล้ว ดังนั้น กรมชลประทานจึงต้องปฏิบัติเงื่อนไขในการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารที่ปรากฏในสำนวนคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 ไม่เคยได้รับแจ้งจากกรมชลประทานถึงการบุกรุกพื้นที่พิพาทดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่อาจทราบถึงการบุกรุกพื้นที่พิพาทได้อย่างทันท่วงที การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 และที่ 7 จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ ระยะเวลาขณะเกิดข้อพิพาทนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ยังไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นแต่อย่างใด จะถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติไม่ได้)
            ณ ห้องพิจารณาคดี 14 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

สำนักงานศาลปกครอง 13 พฤศจิกายน 2563

วันทีประกาศข่าว: 13 พ.ย. 2563

เอกสารประกอบ






ข่าวอื่นๆ ในหมวดประชาสัมพันธ์

ประธานศาลรัฐธรรมนูญและคณะจากหลักสูตรหลักนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ ๘ เดินทางเข้าเยี่ยมชมศาลปกครองอุดรธานี ...
27 พ.ย. 2563 อ่านต่อ
คณะผู้แทนสำนักงานศาลปกครอง นำพวงมาลาดอกไม้สดถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล...
25 พ.ย. 2563 อ่านต่อ
สำนักงานศาลปกครอง จัดโครงการสัมมนา เรื่อง การนำกระบวนการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทมาใช้ในคดีปกครอง...
25 พ.ย. 2563 อ่านต่อ
สำนักงานศาลปกครอง ร่วมพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สด ถวายสักการะ และถวายความเคารพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช...
14 พ.ย. 2563 อ่านต่อ
เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากคณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี...
11 พ.ย. 2563 อ่านต่อ
เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์...
10 พ.ย. 2563 อ่านต่อ