ขนาดอักษร

ข้อมูลกฎหมาย/กฎ คำพิพากษา คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในรูปแบบดิจิทัล
ศาลปกครองนครราชสีมาพิพากษาให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่พนักงานมหาวิทยาลัย เนื่องจากจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามที่มีสิทธิจะได้รับตามมติคณะรัฐมนตรี

 ศาลปกครองนครราชสีมาพิพากษาให้มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่พนักงานมหาวิทยาลัย เนื่องจากจ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามที่มีสิทธิจะได้รับตามมติคณะรัฐมนตรี

      เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2563 ศาลปกครองนครราชสีมามีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ รวม 103 คน ฟ้องมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ 1 สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ 2 และอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องคดี จำนวน 103 คดี โดยผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศจำนวนหลายฉบับโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับค่าจ้างในอัตราที่ควรจะเป็นตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จ่ายค่าจ้างในส่วนที่หักไว้คืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี 
        ศาลปกครองนครราชสีมาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 เห็นชอบแนวทางปฏิบัติให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สามารถดำเนินการเช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 20 แห่ง คือ การจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการทั้งสายผู้สอนและสายสนับสนุน โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจ้างกรณีทดแทนตำแหน่งเกษียณอายุและตำแหน่งที่ว่างโดยเหตุอื่น กรณีตำแหน่งเพิ่มใหม่และตำแหน่งนักเรียนทุน ในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปในอัตราแรกบรรจุและบวกเพิ่มอีกร้อยละ 70 ของอัตราแรกบรรจุสำหรับสายผู้สอน และในอัตราแรกบรรจุและบวกเพิ่มอีกร้อยละ 50 ของอัตราแรกบรรจุสำหรับบุคลากรสายสนับสนุน โดยให้สถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวกำหนดจำนวนบุคคลที่จะจ้างและอัตราค่าจ้างได้ตามเหตุผลความจำเป็น ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาสถาบันอุดมศึกษาและอยู่ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร กรณีจึงเห็นได้ว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการกำหนดสาระสำคัญให้ยึดถือเป็นแนวทางให้มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติตามในการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยสาย ก หรือสายวิชาการหรือสายผู้สอน ในอัตราแรกบรรจุและบวกเพิ่มอีกร้อยละ 70 หรือคิดเป็น 1.7 เท่า ของอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการนั้น  ส่วนการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยสาย ข หรือสายสนับสนุน ให้จ้างในอัตราแรกบรรจุและบวกเพิ่มอีกร้อยละ 50 หรือ 1.5 เท่า ของอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการนั้น แม้มติคณะรัฐมนตรีข้างต้นจะให้อำนาจผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถใช้ดุลพินิจกำหนดจำนวนบุคคลที่จะจ้างและอัตราค่าจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับจัดสรรโดยได้รับความเห็นชอบจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ตาม แต่คงหมายความเพียงการให้อำนาจในการกำหนดจำนวนบุคคลที่จะจ้างและอัตราค่าจ้างตามตำแหน่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประสงค์จะจ้าง ซึ่งอัตราค่าจ้างย่อมแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ประสงค์จะจ้าง หาได้หมายความว่าจะกำหนดอัตราค่าจ้างของพนักงานมหาวิทยาลัย สาย ก ให้ต่ำกว่า 1.7 เท่า หรือสาย ข ให้ต่ำกว่า 1.5 เท่า ได้แต่อย่างใดไม่ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เรื่อง ค่าตอบแทนพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2557 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป กำหนดอัตราค่าตอบแทนของบุคลากรประเภทสายวิชาการ ระดับวุฒิการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโท ในอัตรา 1.2 เท่า ของอัตราแรกบรรจุ และระดับปริญญาเอก ในอัตรา 1.3 เท่า ของอัตราแรกบรรจุ ส่วนบุคลากรประเภทสายสนับสนุน กลุ่มบริหารหรือวิชาชีพเฉพาะ ระดับวุฒิการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในอัตรา 1.2 เท่า ของอัตราแรกบรรจุ จึงเป็นการกำหนดอัตราค่าตอบแทนของพนักงานมหาวิทยาลัยที่มิได้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 3 จะต้องถือปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จ่ายค่าจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่ละคดี โดยอาศัยอำนาจตามประกาศดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างที่มีสิทธิจะได้รับตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิของผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในอัตราที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 กำหนด เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1  ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เท่ากับจำนวนเงินค่าจ้างที่ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดีจะต้องได้รับเพิ่มขึ้นอีกให้เท่ากับอัตรา 1.5 เท่า หรือ 1.7 เท่า ตามตำแหน่งและวุฒิการศึกษาของผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี 
        พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทน พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีในแต่ละคดี ทั้งนี้ ให้ชำระให้เสร็จสิ้นภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คืนค่าธรรมเนียมศาลตามส่วนของการชนะคดีให้แก่ผู้ฟ้องคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

สำนักงานศาลปกครอง
วันที่ 2 กันยายน 2563

วันทีประกาศข่าว: 2 ก.ย. 2563

เอกสารประกอบ






ข่าวอื่นๆ ในหมวดประชาสัมพันธ์

ศาลปกครองสุพรรณบุรี ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิ...
16 ต.ค. 2563 อ่านต่อ
ศาลปกครองภูเก็ต ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 1...
16 ต.ค. 2563 อ่านต่อ
ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ...
15 ต.ค. 2563 อ่านต่อ
ศาลปกครองยะลา ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ...
15 ต.ค. 2563 อ่านต่อ
ศาลปกครองอุดรธานี ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร...
15 ต.ค. 2563 อ่านต่อ
ศาลปกครองสงขลา ร่วมพิธีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13...
14 ต.ค. 2563 อ่านต่อ