ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง Theme ขออภัยในความไม่สะดวก

ขนาดอักษร

คดี Oposa : การใช้สิทธิฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแทนคนรุ่นหลัง ทำได้ด้วยหรือ?
คดี Oposa : การใช้สิทธิฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแทนคนรุ่นหลัง ทำได้ด้วยหรือ?
คดี Oposa : การใช้สิทธิฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแทนคนรุ่นหลัง ทำได้ด้วยหรือ?

       

คดี Oposa

การใช้สิทธิฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแทนคนรุ่นหลัง ทำได้ด้วยหรือ?

วัตถุประสงค์ : เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับคดีต่างประเทศในเรื่องสิทธิการฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมแทนคนรุ่นหลัง

กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนทั่วไป

ผู้เขียน : นายสุชาติ วงศ์สินนาค อนุกรรมการด้านวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายสิ่งแวดล้อม

Juan Antonio Oposa v. The Honourable Fulgencio S. Factoran 
(No. 101083, July 30, 1993)
โดย 
ศาลสูงสุดแห่งสาธารณะรัฐฟิลิปปินส์

สรุปข้อเท็จจริง

             ผู้ร้องเป็นกลุ่มเยาวชนชาวฟิลิปปินส์ มีคำร้องต่อศาลโดยความยินยอมของผู้ปกครองทั้งในนามของตัวเอง และในฐานะตัวแทนของคนรุ่นอนาคตที่ยังไม่ถือกำเนิด (generations yet unborn) โดยร้องร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเพื่อระบบนิเวศฟิลิปปินส์ (Philippine Ecology Network Incorporated)

            ผู้ร้องอ้างว่าป่าไม้ของประเทศกำลังถูกทำลายถึงขนาดที่ว่าประเทศฟิลิปปินส์อาจจะไม่มีป่าไม้หลงเหลือเมื่อสิ้นทศวรรษนี้เป็นอย่างช้า คำร้องของผู้ร้องจัดว่าเป็นการฟ้องคดีของกลุ่มผู้เสียภาษี (taxpayers class suit) ซึ่งอ้างว่า ในฐานะประชาชนและผู้เสียภาษี ผู้ร้องย่อมมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากทรัพยากรธรรมชาติซึ่งในที่นี้คือป่าดิบชื้นที่ยังคงความสมบูรณ์อยู่ (virgin rain forest) ผู้ร้องอ้างอีกว่า ผู้ร้องเป็นตัวแทนคนรุ่นเดียวกันกับผู้ร้องและเป็นตัวแทนคนรุ่นอนาคตที่ยังไม่ถือกำเนิดอีกด้วย

              ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกเลิกสัญญาสัมปทานการตัดไม้ทั้งหมดที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน กับทั้งสั่งให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหยุดการรับพิจารณาหรือนุมัติสัญญาสัมปทานที่จะมีขึ้นในอนาคตด้วย

   

             ศาลชั้นต้นภูมิภาค (Regional Trial Court) มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยอ้างเหตุผลตามที่ผู้ถูกร้องได้ให้การไว้ว่า คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลเหตุที่จะฟ้องเป็นคดีได้ กับทั้งประเด็นที่อ้างในคำร้องเป็นปัญหาทางการเมือง (political question) ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายบริหาร มีความเหมาะสมมากกว่าที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังมีคำวินิจฉัยว่า การออกมาตรการบังคับตามคำขอของผู้ร้องย่อมขัดต่อหลัก impairment of contracts (impairment of contracts ไม่ใช่เรื่องของการละเมิดข้อตกลงในข้อสัญญาหรือเป็นการผิดสัญญา (breach of contracts) แต่เป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นผลให้การปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นๆ ของผู้รับสัมปทานกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามข้อสัญญานั้นไม่อาจเป็นไปได้อีกต่อไป (ผู้เรียบเรียง) ซึ่งต้องห้ามโดยรัฐธรรมนูญของประเทศฟิลิปปินส์

  

          ผู้ร้องจึงมีคำขอให้ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์มีหมายเรียกสำนวนจากศาลชั้นต้นตาม Rule 65 of the Revised Rules of Court เพื่อพิจารณาเพิกถอนคำสั่งไม่รับของศาลชั้นต้นดังกล่าว 

          ในคดีนี้ ศาลสูงสุดฟิลิปปินส์ยอมรับว่าเป็นการยกประเด็นเกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ที่จะมีระบบนิเวศที่สมดุล (a balanced ecology) และแนวความคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อกันระหว่างรุ่นของคน (inter-generational responsibility) และเป็นกรณีความยุติธรรมระหว่างรุ่นของคน (inter-generational justice) ผู้ร้องเองได้แสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างมากมายเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของตนที่ว่า การที่ผู้ถูกร้องให้สัมปทานตัดไม้อย่างกว้างขวางนั้น เป็นสาเหตุของการลดลงเป็นจำนวนมากของพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ และอัตราของการตัดไม้ในเวลาปัจจุบันนี้ อาจทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ไม่มีป่าไม้หลงเหลืออยู่เลยเมื่อสิ้นทศวรรษนี้เป็นอย่างช้า ผู้ร้องยังแสดงหลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายต่อคนรุ่นปัจจุบันในประเทศฟิลิปปินส์ และคนรุ่นอนาคตซึ่งจะได้รับผลกระทบดังกล่าวที่เลวร้ายมากกว่านี้ หากยังมีการให้สัญญาสัมปทานตัดไม้ต่อไป

           ผู้ร้องได้ร้องเพิ่มเติมอีกว่า การกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ เป็นการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง (a misappropriation and/or impairment of the natural resource property) ทั้งที่ผู้ถูกร้องมีภาระหน้าที่ในการที่จะให้หลักประกันความเชื่อมั่น (hold in trust) ว่าการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้ร้องและคนรุ่นถัดไป ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะมี “ระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์” (balanced and healthy ecology) และมีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องจากรัฐฟิลิปปินส์ภายใต้หลักของการใช้อำนาจของรัฐในฐานะบุพการี (parens patriae)

คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดฟิลิปปินส์

        (1) เนื่องจากประเด็นของคำร้องเป็นประโยชน์ได้เสียร่วมกันทั่วไปของประชาชน และกรณีเป็นไปไม่ได้ที่จะนำประชาชนทั้งหมดมาปรากฏตัวต่อศาล คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการฟ้องคดีแบบกลุ่มที่ถูกต้องแล้ว (a valid class action) ตามมาตรา 12 แห่ง Rule 3 of Revised Rules of Court

        (2) ผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องต่อศาลในนามของคนรุ่นถัดไป เพราะว่าคนทุกรุ่น (every generation) มีความรับผิดชอบต่อคนรุ่นถัดไปจากตนในการรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความดื่มด่ำจากระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์ (a balanced and healthful ecology)

        (3) คำร้องนี้เป็นการเน้นให้เห็นถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเฉพาะอย่างหนึ่ง นั่นคือ สิทธิที่จะมีระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์ ตามมาตรา 16 แห่งรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1987 แม้ในทางข้อเท็จจริง จะปรากฏว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์นั้น จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำประกาศว่าด้วยหลักการปกครองประเทศ (Declaration of Principles) และนโยบายแห่งรัฐ (State Policies) และสิทธิดังกล่าวก็ไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิ (Bill of Rights) ก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้สิทธิที่จะมีระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์หมดความสำคัญลงไม่ สิทธิดังกล่าวยังหมายความรวมถึง การจัดการและการอนุรักษ์ป่าไม้ของประเทศโดยผ่านการใช้อำนาจตุลาการ (judicious management and conservation of the country’s forests) ในกรณีนี้ ศาลสูงสุดได้ให้ข้อสังเกตว่า “ในทางความเป็นจริง สิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไม่จำต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญก็ได้” เพราะว่าสิทธิเหล่านี้ได้รับการคาดหมายว่ามีอยู่พร้อมกับการเกิดขึ้นของมนุษย์ (inception of humankind) แล้ว หากสิทธิเหล่านี้ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งใน รัฐธรรมนูญในเวลานี้ก็เนื่องมาจากความกลัวกังวลที่ไร้ข้อสงสัยของผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่า หากสิทธิที่จะมีระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์ และสิทธิที่จะมีสุขภาพที่ดี (rights to health) ไม่ได้กล่าวไว้ในฐานะที่เป็นนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสิทธิเหล่านี้ และเป็นการก่อให้เกิดภาระผูกพันแก่รัฐในการที่จะต้องรักษาระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี (rights to health) ของประชาชน ก็คงจะไม่นานเกินรอที่จะมีวันที่ทุกอย่างจะสูญสิ้นไปไม่เพียงเฉพาะในช่วงเวลาของคนรุ่นปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อคนรุ่นถัดไปซึ่งจะไม่ได้รับมรดกใดเลย นอกจาก “โลกที่แห้งแล้งซึ่งชีวิตของมนุษย์ไม่อาจดำรงอยู่ได้”

 

 

         (4) ทั้งสิทธิของผู้ร้องที่จะมีระบบนิเวศที่สมดุลและสมบูรณ์ และหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการปกป้องและทำให้สมประโยชน์แห่งสิทธิดังกล่าว เป็นสิ่งที่เข้าใจได้อย่างชัดแจ้ง และเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายแล้ว

         (5) คดีของผู้ร้องไม่อาจกล่าวว่าเป็นการร้องต่อศาลในประเด็นปัญหาทางการเมือง เพราะว่าการดำเนินนโยบายใด ๆ โดยฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติไม่ใช่ประเด็นแห่งคดี แท้จริงแล้วประเด็นหลักแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยคือ เรื่องระหว่างการทำให้สิทธิมีผลบังคับ (enforcement of right) และ นโยบายที่ได้มีการนำไปปฏิบัติแล้ว กระนั้นหลักการที่ว่าด้วยประเด็นปัญหาทางการเมือง (political question doctrine) ก็ไม่อาจเป็นเงื่อนไขจำกัดการใช้อำนาจตุลาการได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องมาจากบทบัญญัติในหมวด VIII ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ให้อำนาจศาลในการทบทวนตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของฝ่ายปกครองได้

         (6) ศาลสูงสุดจึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาของศาลชั้นต้น สำนวนคืนไปสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกครั้ง และศาลสูงสุดยังแนะนำให้ผู้ร้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกบรรดาผู้ถือสัมปทานบัตรในการตัดไม้พิพาทมาเป็นจำเลยในคดีด้วย

 


เอกสารประกอบ