ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง Theme ขออภัยในความไม่สะดวก

ขนาดอักษร

[ศาลปกครอง]เรื่องเล่า...เช้านั้น
เรื่องเล่า...เช้านั้น

 หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ข่าวของสำนักต่างๆในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่น่าสนใจมากๆ กรณีหนึ่ง คือ ข่าวเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดสงขลา ได้เดินทางไปยังศาลปกครองสงขลา เพื่อยื่นฟ้องคดีต่อแผนกคดีสิ่งแวดล้อมของศาลปกครองสงขลา ขอให้ระงับและยกเลิกโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เนื่องจากเห็นว่าโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ต่อชายหาด!!
  
              ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ๔ องค์กร ได้แก่ สงขลาฟอรั่ม ชมรมบีชฟอร์ไลฟ์ กลุ่มว่าที่นักกฎหมายอาสา และกลุ่มประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง ได้รวมตัวกันยื่นฟ้อง ทั้งในฐานะตัวแทนเครือข่ายองค์กรดังกล่าวและในฐานะส่วนตัว โดยฟ้องผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่า และเทศบาลนครสงขลา เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ตามลำดับ โดยบรรยายฟ้องว่า โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เป็นโครงการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งในเชิงกระบวนการและเชิงเนื้อหาสาระ ขัดแย้งกับการศึกษาวิจัยและความต้องการของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นเมืองสงขลา หากปล่อยให้มีการดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชายหาดชลาทัศน์ จึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้ 

              ๑. ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เขตเทศบาลนครสงขลา ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ผู้ถูกฟ้องคดียุติการดำเนินโครงการทั้งหมด 
              ๒. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างตามโครงการดังกล่าวออกจากหาดสมิหลาบริเวณหาดชลาทัศน์ทั้งหมด และให้ปรับสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยงบประมาณของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า 
              ๓. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจัดทำโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดบริเวณหาดสมิหลา โดยให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ และให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล 
              ๔. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการแจ้งข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเหมาะสมและจริงจัง จัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งชายหาดสมิหลาทั้งหมดในจังหวัดสงขลา
              ๕. ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าจัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ชายฝั่งหาด สมิหลา-ชลาทัศน์ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ เพื่อให้การดำเนินการตามข้อ ๒. ไม่เป็นการกระทำละเมิดซ้ำและฟื้นฟูได้อย่างจริงจัง ในงบประมาณของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้า ในวงเงิน ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน) โดยให้ตัวแทนของผู้ฟ้องคดี และตัวแทนของประชาชนเป็นกรรมการในการบริหารจัดการกองทุน โดยการกำหนดรายละเอียดวิธีการบริหารจัดการกองทุนจะต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
          ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้มีคำขอให้ศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาเพื่อชะลอการก่อสร้างโครงการฯ ไว้ก่อนด้วย
 
             หลังจากที่ศาลปกครองสงขลาได้รับคำฟ้องเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘ แล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวน ก็ได้นัดไต่สวนคู่กรณีในวันรุ่งขึ้นโดยเร่งด่วน (๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๘) เพราะศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะ ประโยชน์ส่วนรวม และประโยชน์สาธารณะในเวลาเดียวกัน ซึ่งในการไต่สวนครั้งนี้มีตุลาการศาลปกครองครบทั้งองค์คณะพิจารณาพิพากษา และมีตุลาการผู้แถลงคดีเข้าร่วมการไต่สวนด้วยนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ต้องการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จัดทำโครงการในลักษณะที่มีการฝังโครงสร้างแข็งลงไปในหาดทรายเพราะอาจจะยิ่งทำให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งลุกลามไปมากขึ้น โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ชี้แจงยืนยันว่าในขณะนี้มีการฝังแท่งคอนกรีตไว้ใต้พื้นทรายบริเวณหาดชลาทัศน์แล้ว จึงมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหลายรื้อถอนแท่งคอนกรีตดังกล่าวออกไปเสียก่อนในทันที
 
 
             ศาลและคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจึงได้นัดหมายกันไปตรวจสถานที่พิพาทกันในวันรุ่งขึ้น (๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘) ณ บริเวณโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ซึ่งพบว่าแท่งคอนกรีตที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวถึงนั้น เป็นแท่งคอนกรีตตามโครงการนี้จริง และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เองเป็นผู้สั่งการให้รื้อถอนออกจากใต้พื้นทรายในคืนก่อนที่ศาลและคู่กรณีจะเดินทางมาตรวจสถานที่พิพาท  อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีการปรับแก้แบบของแท่งคอนกรีตให้มีลักษณะที่ง่ายต่อการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการรื้อถอนหากพบว่าในภายหลังแท่งคอนกรีตดังกล่าวมีผลทำให้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง  สำหรับฝ่ายผู้ฟ้องคดีเห็นด้วยต่อวิธีการเติมทรายบนชายหาด แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้โครงสร้างแข็ง เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง  เมื่อเป็นเช่นนี้ศาลจึงเห็นว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องการให้การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนด้วยกันทั้งสองฝ่าย เพียงแต่มีความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องของวิธีการเท่านั้น จึงได้เสนอแนะให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยทางสิ่งแวดล้อมเพื่อหาวิธีป้องกันการกัดเซาะชายหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ ที่เหมาะสมต่อไป ศาลจึงนัดคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันอีกครั้ง ในวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๘  แต่หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ หรือได้ข้อตกลงที่ไม่เหมาะสม เพราะขัดหรือแย้งกับประโยชน์สาธารณะ ศาลปกครองจึงจะใช้อำนาจของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป 

             ความคืบหน้าของคดีหลังวันที่ ๒ กันยายน จะเป็นอย่างไร จะเกาะติดข่าวมานำเสนอให้ทราบต่อไปนะคะ ÿ
 
 
 



เอกสารประกอบ