ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง Theme ขออภัยในความไม่สะดวก

ขนาดอักษร

[ศาลปกครอง]สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐ: บทเรียนจากคำพิพากษาของศาลสูงแห่งมาลายา (มาเลเซีย)
สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐ: บทเรียนจากคำพิพากษาของศาลสูงแห่งมาลายา (มาเลเซีย)

   

          ใน ค.ศ. 1996 ศาลสูงแห่งมาลายา (High Court of Malaya) ได้มีคำวินิจฉัยคดี Kajing Tubek v. Ekran Bhd (1996) 1 ซึ่งเป็นคดีสิ่งแวดล้อมที่แสดงถึงความสำคัญของสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อมของรัฐ 
          โดยในเดือนกันยายน ค.ศ. 1993 คณะรัฐมนตรีสหพันธรัฐแห่งมาเลเชีย (Federal Cabinet of Malaysia) ได้อนุมัติแผนการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ในเขตมลรัฐซาราวัก ครอบคลุมพื้นที่ 69,640 เฮคเตอร์ เพื่อเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนทั่วประเทศ โครงการนี้รู้จักกันในชื่อ “Bakun Hydroelectric Project” (Bakun HEP) 
          โจทก์ทั้งสามเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ก่อสร้างและอ้างว่าโครงการก่อสร้างดังกล่าวจะทำลายอาคารบ้านเรือน ป่าไม้และที่ดินทำกิน ซึ่งรวมถึงวิถีการดำรงชีวิตที่โจทก์ทั้งสามเคยมีอยู่อย่างปกติสุขลงอย่างสิ้นเชิง 
          ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 2 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1975 กิจการบางอย่างที่กำหนดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เรียกว่า prescribed activities) จะสามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Director General of Environmental Quality) 3 เสียก่อน โดยมาตรา 34 A แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้บุคคลใดก็ตามที่จะดำเนินกิจการเช่นว่านั้น ต้องจัดส่งรายงานต่อผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามแนวทางที่ผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนด รายงานดังกล่าวต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการของกิจการว่าจะก่อให้เกิดหรือมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร กับทั้งต้องระบุมาตรการที่จะดำเนินการเพื่อป้องกันหรือควบคุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม รายงานนี้เรียกกันว่า“รายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Impact Assessment: EIA) 
           ตามคู่มือแนวทางปฏิบัติในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Handbook of Environmental Impact Assessment Guidelines) ซึ่งออกโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ข้อ 3.4.7 ได้กำหนดให้รายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่จัดทำขึ้นต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงได้ ข้อ 4.5 ของคู่มือฯ ยังให้สิทธิแก่ประชาชนที่จะเสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการตรวจสอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (a review panel) ซึ่งเป็นคณะบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจัดตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบรายละเอียดของรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา รวมถึงผลประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับ โดยจะจัดทำความเห็นและนำเสนอต่อผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อมีคำสั่งต่อไป

--------------------------------------------------------------------------------------------

1 แปลสรุปความโดยนายสุชาติ วงศ์สินนาค พนักงานคดีปกครองปฏิบัติการ กลุ่มสนับสนุนงานวิชาการ สำนักประธานศาลปกครองสูงสุด คำพิพากษาฉบับภาษาอังกฤษดาวน์โหลดได้ที่http://www.ipsofactoj.com/archive/1996/Part02/arc1996(02)-003.htm (ค้นเมื่อ วันที่ 1 สิงหาคม 2553)
2 ดาวโหลดได้ที่ http://faolex.fao.org/docs/pdf/mal13278.pdf 
3 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 ผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

            ในปี ค.ศ. 1987 ก่อนที่จะมีแผนการก่อสร้างเขื่อนในมลรัฐซาราวัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้นได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 มีคำสั่งที่เรียกว่า Environment Quality (Prescribed Activities) (Environmental Impact Assessment) Order 1987 หมายเลข PU(A) 362/87 (เรียกโดยย่อว่า คำสั่งหมายเลขPU (A) 362/87) กำหนดประเภทกิจการที่ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยข้อ 13 (b) ของคำสั่งหมายเลข PU (A) 362/87 ได้กำหนดให้การก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเป็นกิจการที่กำหนดโดยรัฐมนตรี (prescribed activities) ซึ่งต้องมีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมก่อน จึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำได้
           อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1995 สองปีหลังจากที่คณะรัฐมนตรีสหพันธรัฐแห่งมาเลเชียได้ประกาศอนุมัติโครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในมลรัฐซาราวัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 มีคำสั่ง Environmental Quality (Prescribed Activities) (Environmental Impact Assessment) (Amendment) Order 1995 หมายเลข PU (A) 117 (เรียกโดยย่อว่า คำสั่งหมายเลข PU (A) 117) ยกเลิก ข้อ 13 (b) ของคำสั่งหมายเลข PU (A) 362/87 โดยคำสั่งหมายเลข PU (A) 117 ไม่ได้กำหนดให้การก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเป็นกิจการที่ต้องมีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป
           โจทก์ทั้งสามจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลโดยอ้างว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคำสั่งหมายเลข PU (A) 117 (ปี ค.ศ. 1995) ทำให้โจทก์ทั้งสามเสียสิทธิที่จะได้รับสำเนารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสิทธิที่จะเสนอความเห็นและมีตัวแทนของตนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โจทก์ทั้งสามจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาว่า ก่อนที่จำเลยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อน จำเลยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 มาตรา 34 A และคู่มือแนวทางปฏิบัติในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ออกโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม

           ในคดีนี้ จำเลยโต้แย้งว่ามีประชาชนประมาณ 10,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนพิพาทดังกล่าว ความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์ทั้งสามได้รับจึงไม่ใช่ความเดือดร้อนเสียหายที่เป็นการเฉพาะตัวโดยตรงและมีสาระสำคัญ อันอาจถือได้ว่าเป็น ความเดือดร้อนเสียหายที่ต่างไปจากความเดือดร้อนเสียหายที่บุคคลอื่นในสังคมได้รับแต่อย่างใด ความเสียหายใดอันพึงจะเกิดจากโครงการนี้จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่พิเศษเฉพาะต่อโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้อง (no locus standi) ต่อศาล นอกจากนี้ จำเลยเห็นว่าประชาชนที่สูญเสียที่ดินทำกินและอาคารบ้านเรือนย่อมได้รับค่าทดแทนตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายที่ดินแห่งมลรัฐซาราวักอยู่แล้ว ดังนั้น ความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดแก่ประชาชนจึงไม่อาจจะแก้ไขเยียวยาได้โดยการขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 

             แต่อย่างไรก็ตาม ศาลสูงแห่งมาลายาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามเป็นชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในท้องที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างดังกล่าว โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าอาคารบ้านเรือนและที่ดินทำกินของพวกเขาจะถูกทำลาย กับทั้งวิถีชีวิตทั้งหมดของพวกเขาจะถูกถอนรากถอนโคน (uprooted) อย่างสิ้นเชิง โจทก์ทั้งสามย่อมอ้างได้ว่าพวกเขาได้รับความเดือดร้อนเสียหายมากกว่าและโดยตรงกว่า สมาชิกที่เหลืออื่นใดในสังคม ดังปรากฏตอนหนึ่งในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามที่อ้างว่า “เนื่องจากที่ดินและป่าไม้ เป็นสิ่งพื้นฐานที่มีผลต่อความอยู่รอดของพวกเราทั้งในทางสังคมวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ในฐานะที่เป็นชาวพื้นเมือง ที่ดินและป่าไม้ของพวกเราจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งที่มาของการดำรงอยู่ของพวกเราเท่านั้น แต่ที่ดินและป่าไม้เหล่านี้ยังมีชีวิตโดยตัวของมันเองอีกด้วย” 4 ศาลสูงแห่งมาลายาจึงเห็นว่า กรณีตามที่ยกขึ้นกล่าวอ้างนี้ ก็เพียงพอแล้วที่โจทก์ทั้งสามมีประโยชน์ได้เสียอย่างแท้จริงและมีสาระสำคัญที่จะขอให้ศาลรับรองสถานะทางกฎหมาย (legal position) ของโจทก์ทั้งสามได้ และแม้บรรดาโจทก์เป็นเพียงแค่ 3 ใน 10,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนพิพาทก็ตาม หาได้มีกฎหมายห้ามโจทก์ทั้งสามมิให้ฟ้องคดีเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิของโจทก์ทั้งสามแต่อย่างใดไม่ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า บุคคลอื่นที่มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องดังกล่าวไม่ได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลด้วยก็ตาม

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4 “Our land and forest are not just a source of our livelihood but constitute life itself, as they are fundamental to our social, cultural and spiritual survival as native people.”

           จำเลยยังให้การอีกว่า ตามมาตรา 34 A แห่งพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 กำหนดหน้าที่ให้บุคคลที่จะดำเนินกิจการที่กำหนดโดยรัฐมนตรี ต้องส่งรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่อผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม หากไม่กระทำย่อมเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 34 A ซึ่งจะมีความผิดอาญา และอาจถูกปรับไม่เกิน 10,000 ริงกิต หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ จำเลยจึงเห็นว่า เมื่อกฎหมายได้กำหนดให้มีการแก้ไขเยียวยาทางอาญา (penal remedy) ไว้แล้ว การที่โจทก์ทั้งสามขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพื่อแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิของโจทก์ในฐานะเอกชน (private individual) 
จึงไม่อาจกระทำได้ ดังมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกา (Supreme Court) ในคดี Government of Malaysia v. Lim Kit Siang (1988)  2 MLJ 12 ซึ่งผู้พิพากษา Hamid ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษาว่า “...เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายได้กำหนดความผิดอาญาและกำหนดโทษไว้แล้ว กรณีมีการละเมิดบทบัญญัติดังกล่าวและกฎหมายเช่นว่านั้นไม่ได้กำหนดให้มีการแก้ไขเยียวยาทางแพ่ง (civil remedy) หลักทั่วไปคือว่า เอกชน (private individual) ย่อมไม่อาจนำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีโทษอาญานั้นได้ ไม่ว่าจะโดย การขอให้ศาลมีคำสั่งระหว่างพิจารณา (injunction) หรือโดยขอให้ศาลมีคำพิพากษา
แสดงความเป็นอยู่ของสิทธิ หรือโดยขอให้มีการจ่ายค่าเสียหาย ข้าพเจ้าเห็นว่า กรณีย่อมเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีในศาล”

           แม้ศาลสูงแห่งมาลายา จะยอมรับหลักทั่วไปตามแนวคำพิพากษาที่จำเลยยกขึ้นอ้างข้างต้น แต่ศาลสูงแห่งมาลายา เห็นว่ามีสองกรณีที่เป็นข้อยกเว้น ดังปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดี Lonrho Ltd v. Shell Petroleum Co Ltd (No 2)(1982) AC 173 กล่าวคือ “ประการแรก ในการตีความกฎหมายเพื่อให้ได้ความที่ถูกต้องแท้จริง (true construction of the Act) นั้นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือห้ามไม่ให้ปฏิบัติ (obligation or prohibition) ย่อมเป็นกรณีที่แจ้งชัดว่าบัญญัติขึ้นก็เพื่อประโยชน์หรือเพื่อปกป้องกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่ง เป็นการเฉพาะ ดังที่พบในบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับโรงงาน
และกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน…ข้อยกเว้นประการที่สอง ก็คือ กรณีที่กฎหมายนั้นได้บัญญัติถึงสิทธิมหาชน (a public right ได้แก่ สิทธิที่ประชาชนทั้งหลายสามารถยกขึ้นอ้างได้) และมีกรณีที่สมาชิกเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของสาธารณชนได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ในลักษณะที่ผู้พิพากษา Brett กล่าวไว้ในคดี Benjamin v. Storr (1874) LR 9 CP 400 (หน้า 407)ว่า ‘เป็นความเดือดร้อนเสียหายที่เฉพาะเจาะจง (particular) โดยตรง (direct) และมีสาระสำคัญ (substantial)’ ซึ่งมีลักษณะที่ต่างไปจากความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้นกับสาธารณชนทั่วไป”
           ศาลสูงแห่งมาลายาวินิจฉัยว่า กรณีของโจทก์ทั้งสามไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นประการแรกเนื่องจากพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อที่จะปกป้องบุคคล กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่โครงสร้างของพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 เป็นการปกป้องสาธารณชนทั่วไป 
           ศาลสูงแห่งมาลายาเห็นว่า ข้อยกเว้นประการที่สองนำมาปรับใช้แก่กรณีของ โจทก์ทั้งสามได้ เนื่องจากโจทก์ทั้งสามเป็นชาวพื้นเมืองในพื้นที่พิพาท และการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนจะต้องมีการตัดไม้ มีการเปลี่ยนแปลงทางไหลของน้ำและทำให้พื้นที่จำนวนมากต้องจมน้ำ อันรวมถึงอาคารบ้านเรือนและที่ดินทำกินของโจทก์ทั้งสาม เมื่อป่าไม้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของโจทก์ทั้งสามถูกทำลายลง ย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าได้เกิดมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของโจทก์ทั้งสามอย่างทันทีทันใดความเดือดร้อนเสียหายเหล่านี้จึงเกิดขึ้น “โดยเฉพาะเจาะจง โดยตรงและมีสาระสำคัญยิ่ง” ต่อโจทก์ทั้งสามแล้ว และทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่ถือได้ว่าต่างไปจากความเดือดร้อนเสียหายที่สาธารณชนอื่นได้รับ แม้บรรดาโจทก์จะเป็นเพียงแค่ 3 ใน 10,000 คน ของบุคคลที่ได้รับผลกระทบที่นำคดีมาฟ้องต่อศาล ศาลก็ไม่อาจใช้จำนวนตัวเลขเป็นเกณฑ์ว่าจะรับหรือไม่รับคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามได้ สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานในการมีสิทธินำคดีมาฟ้อง ก็คือ โจทก์ทั้งสามได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากโครงการก่อสร้างเขื่อนพิพาทโดยเฉพาะ โดยตรงและมีสาระสำคัญยิ่ง หรือไม่ต่างหาก และแม้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้จะมีบทบัญญัติให้มีการแก้ไขเยียวยาทางอาญาก็ตาม ก็หาเป็นการตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามที่จะขอให้ศาลออกคำบังคับแก้ไขเยียวยาด้วยการแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิของโจทก์ทั้งสาม (declaratory relief) แต่อย่างใดไม่

          ศาลสูงแห่งมาลายายังวินิจฉัยอีกว่า ตามมาตรา 34 A (2) แห่งพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 กำหนดให้รายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม “ต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติที่กำหนดโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม...” คู่มือแนวทางปฏิบัติที่ออกโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมจึงเป็นส่วนเสริม (subsidiary piece) บทบัญญัติของพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 เมื่อข้อ 1.4.5 ข้อ 1.6.1 ข้อ 3.4.7 และ ข้อ 4.5 ของคู่มือ
แนวทางปฏิบัติดังกล่าวกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วม (public participation) โดยมีสิทธิที่จะได้รับสำเนารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม มีสิทธิแสดงความคิดเห็นและมีสิทธิที่จะให้ตัวแทนของตนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งมีประโยชน์ได้เสียย่อมเป็นสาระสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อม” กระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมต้องดำเนินการก่อนที่คณะกรรมการตรวจสอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (a review panel) เสนอความเห็นต่อ ผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อมีคำวินิจฉัยต่อไป ด้วยเหตุนี้ กระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจึงเป็นบทเคร่งครัด (mandatory)คำวินิจฉัยของผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยไม่ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนย่อมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การได้รัสสำเนารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมซึ่งหมายความรวมถึงโอกาสในการเสนอความคิดเห็น จึงถือเป็นสิทธิของประชาชน
          ศาลสูงแห่งมาลายาได้มีคำวินิจฉัยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างขั้นตอนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเคร่งครัด และการยอมรับในสิทธิของประชาชนต่อกรณีดังกล่าวว่า “สภานิติบัญญัติแห่งมาเลเซียได้ตราพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 เพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป ส่วนกฎหมายลำดับรอง (subsidiary legislation) ที่เกี่ยวข้องเป็นการออกโดยฝ่ายบริหารที่มีอำนาจ กรณีจึงเป็นที่แจ้งชัดว่า กฎหมายลำดับรองมีขึ้นเพื่อที่จะทำให้ความหมายและเป้าหมายที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 เกิดผลบังคับอย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อพิจารณาคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ออกโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 แล้ว จะเห็นได้ว่าการตรวจสอบรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่จัดทำโดยผู้ประกอบการ ในกิจการซึ่งกำหนดโดยรัฐมนตรี ย่อมเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องหากไม่มีรูปแบบบางประการของการ มีส่วนร่วมของประชาชน (ข้อ 1.4.5 ของคู่มือแนวทางปฏิบัติ)” ศาลสูงแห่งมาลายาเห็นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 “เพราะว่าปฏิสัมพันธ์ (interaction) ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา เป็นพื้นฐานของการเกิดขึ้นของข้อความคิดเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (the concept of environmental impact) (ข้อ 1.6.1 ของคู่มือแนวทางปฏิบัติ)” 5 ด้วยเหตุนี้ โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิที่จะได้รับสำเนารายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีสิทธิที่จะมีตัวแทนของตนเข้าร่วมการพิจารณารายงานดังกล่าวและเสนอความคิดเห็นของตน ก่อนที่ผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าว

--------------------------------------------------------------------------------------------

กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า หากไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับสิ่งแวดล้อมเสียแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (ผู้แปล)

        เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในระหว่างที่โจทก์ทั้งสามกำลังจะใช้สิทธิของตนนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมีคำสั่งหมายเลข PU (A) 117 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดังที่จำเลยกล่าวอ้าง แต่เป็นการทำให้พระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 และคู่มือแนวทางปฏิบัติในการประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไม่มีผลใช้บังคับในกิจการก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ อันทำให้สิทธิทั้งปวงข้างต้นของโจทก์ทั้งสามหมดสิ้นไปด้วย ข้อความหนึ่งท้ายคำพิพากษาระบุว่า “ศาลแห่งนี้ไม่อาจนิ่งเฉยเสมือนหนึ่งเป็นเพียงพยานผู้รู้เห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นแล้วได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโจทก์ทั้งสามได้ขอให้ศาลแห่งนี้ ทำการเยียวยาแก้ไขความอยุติธรรมนั้น” ศาลสูงแห่งมาลายาจึงพิพากษาว่า คำสั่ง Environmental Quality (Prescribed Activities) (Environmental Impact Assessment )(Amendment) Order 1995 หมายเลข PU (A) 117 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้จำเลยต้องปฏิบัติตามมาตรา 34 A แห่งพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 และ คู่มือแนวทางปฏิบัติในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ที่ออกโดยผู้อำนวยการคุณภาพสิ่งแวดล้อม
         โดยสรุปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจของคดีนี้ก็คือ แม้จะมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดมาตรการแก้ไขเยียวยาทางอาญาซึ่งเป็นหน้าที่ของอัยการในการบังคับใช้กฎหมายส่วนนี้ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งสามได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยเฉพาะเจาะจง โดยตรงและมีสาระสำคัญยิ่งนั้น ย่อมทำให้โจทก์ทั้งสามมีประโยชน์ได้เสียเพียงพอที่จะฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลแสดงความเป็นอยู่แห่งสิทธิของตน อันเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายของตนได้ 
         ส่วนปัญหาว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิอะไรและอย่างไรนั้น ศาลสูงแห่งมาลายาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 และกฎหมายลำดับรอง (คู่มือแนวทางปฏิบัติฯ) ว่า แม้จะไม่ปรากฏบทบัญญัติที่กำหนดถึงสิทธิของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 ก็ตาม แต่เนื่องจากคู่มือแนวทางปฏิบัติฯ ได้กำหนดขั้นตอนอันจำเป็นที่จะทำให้ความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 บรรลุผล ขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นบทบังคับ (mandatory) ที่ต้องปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้ การที่คู่มือแนวทางปฏิบัติฯ ได้กำหนดถึงสิทธิของประชาชนที่จะได้รับสำเนารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าว จึงถือเป็นสิทธิของประชาชนตามพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 ดังนั้น การที่รัฐมนตรีมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมของตนโดยกำหนดให้การก่อสร้างเขื่อนและโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเป็นกิจการที่ไม่ต้องมีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอีกต่อไปนั้น จึงเป็นการทำให้พระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อม ค.ศ. 1974 สิ้นผลใช้บังคับในกิจการใดกิจการหนึ่งเป็นการเฉพาะในมลรัฐซาราวัก อีกทั้งเป็นการกระทำที่ลบล้างสิทธิทั้งปวงข้างต้น
ของโจทก์ทั้งสามอีกด้วย คำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมของรัฐมนตรีดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 


ป้ายกำกับ : คุณภาพสิ่งแวดล้อม

เอกสารประกอบ